1 min read

นวัตกรรมฟาร์มอัจฉริยะ: Infarmight กับการบุกตลาดโลกและอนาคตของการเพาะปลูก

บทนำ: การปฏิวัติการเกษตรด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

ในยุคที่ความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายระดับโลก เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน Infarmight คือผู้นำด้านโซลูชันฟาร์มอัจฉริยะที่มุ่งเน้นการเพาะปลูกกล้าไม้คุณภาพสูง (Seedling Cultivation) โดยเฉพาะ ด้วยการผสานรวมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับระบบฟาร์มแบบโมดูลาร์ Infarmight ไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานการผลิต แต่ยังเปิดประตูสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายหลักของเรา

การเพาะปลูกกล้าไม้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในวงจรการเกษตร กล้าไม้ที่แข็งแรงและมีคุณภาพจะส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตและกำไรของเกษตรกร Infarmight เข้าใจถึงความสำคัญนี้ จึงได้พัฒนาระบบที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้กล้าไม้ที่มีอัตราการเติบโตสูงและมีคุณภาพสม่ำเสมอ บทความนี้จะเจาะลึกถึงกลยุทธ์การบุกตลาดโลกของ Infarmight วิสัยทัศน์ในอนาคต และศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเกษตรในประเทศไทย เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เราจะสำรวจทั้งมิติทางเทคนิคของโซลูชันคอนเทนเนอร์อัจฉริยะ และมิติทางเศรษฐศาสตร์ของการขยายตัวในตลาดเกิดใหม่


1. ความจำเป็นระดับโลกสำหรับเทคโนโลยีกล้าไม้ขั้นสูงและการตอบสนองของ AI

1.1 ความท้าทายด้านการผลิตกล้าไม้แบบดั้งเดิมในเขตร้อน

การเกษตรแบบดั้งเดิมในภูมิภาคเขตร้อนต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาหลักคือ ความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่งรวมถึงฤดูแล้งที่ยาวนานขึ้นและน้ำท่วมที่ไม่คาดคิด ทำให้การวางแผนการผลิตกล้าไม้เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ การระบาดของศัตรูพืชและโรคพืช เป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อแปลงเพาะกล้าแบบเปิด ซึ่งนำไปสู่การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมาก และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้บริโภค

ยิ่งไปกว่านั้น การเพาะปลูกแบบดั้งเดิมยังขาด ความสม่ำเสมอของคุณภาพ กล้าไม้ที่ได้มักมีขนาดและคุณภาพแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตสุดท้ายไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ และที่สำคัญที่สุดคือ ระยะเวลาการเติบโตที่ยาวนาน ซึ่งผูกติดอยู่กับฤดูกาล ทำให้เกษตรกรมีรอบการผลิตที่จำกัดและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้

1.2 Infarmight: การเร่งการเติบโตด้วย AI และการควบคุมสภาพแวดล้อม

Infarmight ได้นำเสนอทางออกที่เหนือกว่าด้วยโซลูชันฟาร์มอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเชี่ยวชาญในการเพาะปลูกกล้าไม้โดยเฉพาะ ระบบของเราใช้ อัลกอริทึมการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์นับร้อยจุดภายในตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อสร้าง “สูตรการเติบโต” (Growth Recipe) ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพืชแต่ละชนิด

ระบบ AI จะควบคุมปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่:

  • สเปกตรัมแสง (Light Spectrum): ปรับความเข้มและสีของแสง LED เพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์แสงและการพัฒนาของราก
  • อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ (Temperature & RH): รักษาความเสถียรของสภาพอากาศในระดับไมโคร เพื่อลดความเครียดของพืช
  • สารอาหาร (Nutrient Delivery): ควบคุมความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหาร (EC) และความเป็นกรด-ด่าง (pH) อย่างแม่นยำในระบบน้ำหมุนเวียน

การควบคุมที่แม่นยำนี้ทำให้เราสามารถ ลดระยะเวลาการเติบโตลงได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับวิธีการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม การลดระยะเวลาการเติบโตนี้หมายถึงรอบการผลิตที่เร็วขึ้น ผลผลิตที่มากขึ้น และการคืนทุนที่รวดเร็วขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ

1.3 การมุ่งเน้นพืชผลมูลค่าสูง: กรณีศึกษา “สตรอว์เบอร์รี” และ “พืชสมุนไพร”

Infarmight มุ่งเน้นการผลิตกล้าไม้สำหรับพืชผลมูลค่าสูง เช่น สตรอว์เบอร์รี ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลกและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเพาะปลูกสตรอว์เบอร์รีในสภาพแวดล้อมควบคุมของ Infarmight ช่วยให้มั่นใจได้ว่ากล้าไม้ที่ได้จะปราศจากโรค มีความแข็งแรง และพร้อมสำหรับการปลูกในแปลงจริงหรือในระบบฟาร์มปิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตสตรอว์เบอร์รีคุณภาพพรีเมียม นอกจากนี้ ระบบของเรายังเหมาะสำหรับการเพาะกล้าพืชสมุนไพรหายาก หรือพืชผักพรีเมียมอื่น ๆ ที่ต้องการการควบคุมสภาพแวดล้อมที่เข้มงวด


2. เทคโนโลยี Infarmight: โซลูชันที่ปรับขนาดได้ระดับโลก

2.1 ฮาร์ดแวร์: ฟาร์มอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ในตู้คอนเทนเนอร์

หัวใจสำคัญของโซลูชัน Infarmight คือ ฮาร์ดแวร์ฟาร์มอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ในตู้คอนเทนเนอร์ (Container Modular Smart Farm Hardware) การออกแบบนี้มอบความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับขนาดได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมาตรฐาน (เช่น 40 ฟุต High Cube) ถูกดัดแปลงให้เป็นโรงงานผลิตกล้าไม้แบบปิดที่สมบูรณ์แบบ สามารถติดตั้งได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่จำกัดในเมือง หรือในพื้นที่ห่างไกลที่การเกษตรแบบดั้งเดิมทำได้ยาก

รายละเอียดทางเทคนิคของระบบคอนเทนเนอร์:

  • ระบบปลูกแนวตั้ง (Vertical Farming Racks): ใช้พื้นที่ภายในคอนเทนเนอร์อย่างเต็มที่ด้วยการปลูกซ้อนกันหลายชั้น เพิ่มผลผลิตต่อตารางเมตรได้อย่างมหาศาล
  • ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (HVAC-D System): ใช้ระบบปรับอากาศและลดความชื้นที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตของรากและใบ
  • ระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิด (Closed-Loop Hydroponics): ลดการใช้น้ำได้มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับการเกษตรแบบดั้งเดิม และป้องกันการปนเปื้อนของสารอาหารสู่สิ่งแวดล้อม

ภาพรวมระบบฟาร์มอัจฉริยะแบบคอนเทนเนอร์

2.2 ซอฟต์แวร์: การตรวจสอบและระบบอัตโนมัติด้วย AI

Infarmight ใช้ ซอฟต์แวร์การตรวจสอบและระบบอัตโนมัติ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อจัดการการทำงานทั้งหมดของฟาร์ม ระบบนี้เป็นมากกว่าการควบคุมอัตโนมัติ แต่เป็นการเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning and Optimization)

สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์หลัก:

  1. การรวบรวมข้อมูล (Data Acquisition): เซ็นเซอร์ IoT (Internet of Things) รวบรวมข้อมูลสภาพแวดล้อม (อุณหภูมิ, ความชื้น, CO2, แสง) และข้อมูลพืช (ภาพถ่ายความละเอียดสูง, การวิเคราะห์สีใบ) ทุก ๆ 5 นาที
  2. การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics): AI ใช้โมเดล Machine Learning เพื่อคาดการณ์อัตราการเติบโต ความเสี่ยงของโรค และความต้องการสารอาหารในอนาคต
  3. การตัดสินใจอัตโนมัติ (Autonomous Decision-Making): AI จะสั่งการระบบฮาร์ดแวร์ (ปั๊มน้ำ, พัดลม, ไฟ LED) โดยอัตโนมัติ เพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้ตรงตาม “สูตรการเติบโต” ที่กำหนดไว้
  4. อินเทอร์เฟซผู้ใช้ (User Interface): ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสถานะฟาร์มทั้งหมดผ่านแดชบอร์ดบนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ และรับการแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีพารามิเตอร์ใด ๆ ออกนอกช่วงที่กำหนด

ตารางที่ 1: ข้อมูลที่ AI ใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการเพาะกล้า

ประเภทข้อมูล ตัวอย่างพารามิเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้จากการปรับปรุง
สภาพแวดล้อม อุณหภูมิ, ความชื้นสัมพัทธ์, ระดับ CO2 ลดความเครียดของพืช, ป้องกันเชื้อรา
สารอาหาร EC (ค่าการนำไฟฟ้า), pH, ระดับออกซิเจนในน้ำ เพิ่มการดูดซึมสารอาหาร, เร่งการพัฒนาของราก
พืช สีใบ (NDVI), ความสูง, จำนวนใบ คาดการณ์ผลผลิต, ปรับสูตรสารอาหารเฉพาะจุด
พลังงาน การใช้พลังงานของระบบ LED และ HVAC ลดต้นทุนการดำเนินงาน, เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน

3. กลยุทธ์การบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ประเทศไทยและเวียดนาม

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเกษตรอัจฉริยะ เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ความต้องการอาหารคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้น และความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง Infarmight ได้กำหนดให้ประเทศไทยและเวียดนามเป็นตลาดเป้าหมายหลักในการขยายธุรกิจระดับโลก

3.1 ประเทศไทย: ศูนย์กลางการเกษตรและนวัตกรรม

ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะ “ครัวของโลก” แต่การเกษตรไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนน้ำ Infarmight สามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้โดยการนำเสนอโซลูชันที่ช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถผลิตกล้าไม้คุณภาพสูงได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

โอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย:

  • การเปลี่ยนผ่านสู่การเกษตร 4.0: รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนและมีนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ซึ่งสอดคล้องกับโซลูชันของ Infarmight
  • ความต้องการพืชผลมูลค่าสูง: ตลาดพืชผลพรีเมียม เช่น สตรอว์เบอร์รี, และพืชสมุนไพรไทยหายาก มีการเติบโตสูง การผลิตกล้าไม้ที่ได้มาตรฐานและปลอดโรคเป็นสิ่งจำเป็น
  • การเกษตรในเมือง (Urban Farming): ระบบคอนเทนเนอร์สามารถติดตั้งในพื้นที่จำกัดของเมืองใหญ่เพื่อรองรับการผลิตแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Production) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มความสดใหม่ของผลผลิต

3.2 เวียดนาม: ตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

เวียดนามเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมีความต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร Infarmight สามารถช่วยให้เกษตรกรเวียดนามลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออก

โอกาสทางธุรกิจในเวียดนาม:

  • การลงทุนจากต่างประเทศ: รัฐบาลเวียดนามเปิดรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีการเกษตรจากต่างประเทศเพื่อยกระดับภาคการผลิต
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: ความต้องการในการเพิ่มรอบการผลิตและลดต้นทุนแรงงานในพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่
  • การเพาะปลูกในพื้นที่สูงและพื้นที่จำกัด: ระบบโมดูลาร์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เช่น บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม หรือพื้นที่ภูเขาสูงที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิ

ภาพภายในฟาร์มคอนเทนเนอร์ที่แสดงกล้าสตรอว์เบอร์รี


4. การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์และการลงทุน

การลงทุนในเทคโนโลยี Infarmight ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อฮาร์ดแวร์ แต่เป็นการลงทุนใน ประสิทธิภาพและความแน่นอน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนทางการเงิน (Return on Investment – ROI) ของผู้ประกอบการ

4.1 การลดต้นทุนการดำเนินงาน

ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยลดความจำเป็นในการใช้แรงงานคนในการดูแลกล้าไม้ลงอย่างมาก ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการเกษตรแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (น้ำ, ปุ๋ย, พลังงาน) ตามการวิเคราะห์ของ AI ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยรวม

ปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุน:

  • การลดการสูญเสีย (Waste Reduction): การควบคุมสภาพแวดล้อมที่แม่นยำช่วยลดอัตราการตายของกล้าไม้ (Mortality Rate) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การลดการใช้สารเคมี: ระบบปิดช่วยกำจัดความจำเป็นในการใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีป้องกันโรค
  • การเพิ่มรอบการผลิต: การลดระยะเวลาการเติบโต 30% หมายถึงการเพิ่มรอบการผลิตต่อปี ซึ่งเพิ่มรายได้รวม

4.2 การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต

กล้าไม้ที่ผลิตจากระบบ Infarmight มีคุณภาพสูง สม่ำเสมอ และปลอดโรค ซึ่งทำให้สามารถขายได้ในราคาพรีเมียมในตลาด การสร้างแบรนด์ “กล้าไม้คุณภาพสูงจาก Infarmight” ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดส่งออกที่เข้มงวดด้านคุณภาพได้ง่ายขึ้น

ตารางที่ 2: การเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (โดยประมาณ)

ตัวชี้วัด การเพาะปลูกแบบดั้งเดิม Infarmight Smart Farm ส่วนต่าง (%)
ระยะเวลาการเติบโต (วัน) 60 42 -30%
อัตราการรอดชีวิต (%) 70% 95% +35.7%
ผลผลิตต่อพื้นที่ (หน่วย/ตร.ม.) X 4X – 6X +300% ถึง +500%
การใช้น้ำ (ลิตร/หน่วย) Y 0.1Y -90%

ภาพกราฟิกแสดงการทำงานของ AI ในการควบคุมสภาพแวดล้อม


5. วิสัยทัศน์ในอนาคต: การเกษตรแบบกระจายศูนย์และยั่งยืน

Infarmight ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชัน แต่เรามีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้บุกเบิกใน อนาคตของการเกษตรแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Agriculture) ซึ่งเป็นระบบที่การผลิตอาหารอยู่ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น ลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่ยาวและเปราะบาง

5.1 การขยายตัวสู่ตลาดใหม่: ตะวันออกกลางและแอฟริกา

หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างฐานที่มั่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Infarmight มีแผนที่จะขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีความต้องการเทคโนโลยีการเกษตรที่สามารถรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง เช่น ตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำและสภาพอากาศที่แห้งแล้ง การออกแบบโมดูลาร์ของเราที่ใช้ระบบปิดและประหยัดน้ำ ทำให้โซลูชันของเราเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบสำหรับภูมิภาคเหล่านี้

5.2 การพัฒนา AI และการเรียนรู้ของพืชขั้นสูง

ในอนาคต Infarmight จะลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนา AI ให้มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับปรุงสูตรการเติบโตของพืชที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เรากำลังทำงานเพื่อเพิ่มความหลากหลายของพืชผลมูลค่าสูงที่สามารถเพาะปลูกในระบบของเราได้ รวมถึงการพัฒนา Digital Twin ของพืชแต่ละต้น ซึ่งเป็นแบบจำลองเสมือนจริงที่ช่วยให้ AI สามารถจำลองผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมก่อนที่จะนำไปใช้จริงในฟาร์ม

5.3 ความยั่งยืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การเกษตรอัจฉริยะของ Infarmight เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ระบบปิดของเราช่วยลดการใช้น้ำได้อย่างมาก ลดความจำเป็นในการใช้ยาฆ่าแมลง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งอาหารทางไกล วิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างระบบอาหารโลกที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการผลิตกล้าไม้ที่มีคุณภาพสูงสุด

ภาพแสดงการเติบโตของกล้าไม้ที่แข็งแรงและสมบูรณ์


6. การสร้างพันธมิตรเพื่ออนาคตที่สดใส

การขยายตัวระดับโลกของ Infarmight ต้องอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการเกษตร นักลงทุน หรือหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทยและเวียดนาม เรากำลังมองหาผู้ที่พร้อมจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติการเกษตรนี้

6.1 การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการฝึกอบรม

Infarmight มุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับพันธมิตรในท้องถิ่น เราจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างครอบคลุมเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากระบบฟาร์มอัจฉริยะของเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการสร้างงานที่มีทักษะสูงในภาคการเกษตร

6.2 การลงทุนในนวัตกรรม

สำหรับนักลงทุน Infarmight นำเสนอโอกาสในการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงและมีความมั่นคง การลงทุนในเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะไม่เพียงแต่ให้ผลตอบแทนทางการเงินที่ดี แต่ยังเป็นการลงทุนในความมั่นคงทางอาหารของโลกอีกด้วย


สรุป: ก้าวต่อไปของ Infarmight

Infarmight กำลังนำพาโลกเข้าสู่ยุคใหม่ของการเพาะปลูกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบโมดูลาร์ การมุ่งเน้นที่การผลิตกล้าไม้คุณภาพสูงสำหรับพืชผลมูลค่าสูง การลดระยะเวลาการเติบโต 30% และกลยุทธ์การบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ชัดเจน ทำให้ Infarmight เป็นมากกว่าโซลูชันฟาร์มอัจฉริยะ แต่เป็น พิมพ์เขียวสำหรับอนาคตของการเกษตรระดับโลก

เราเชื่อมั่นว่าด้วยเทคโนโลยีของเรา ประเทศไทย เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ จะสามารถบรรลุความมั่นคงทางอาหาร สร้างความยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้ Infarmight พร้อมแล้วที่จะร่วมสร้างอนาคตที่การเกษตรเป็นเรื่องง่าย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *